ช่วง ก.ย.–ธ.ค. 2568 ราคาปรับตัวลงจาก ฿2.64 มาแตะจุดต่ำสุดที่ ฿2.28 จากแรงกดดันของ Semiconductor oversupply และกำไร Q4/2568 ที่อ่อนแอ ก่อนจะฟื้นขึ้นแรงในเดือน พ.ค. 2569 แตะ ฿3.02 รับข่าว Animal ID เติบโตและ Q1/2569 กำไรฟื้นตัว ราคาไต่ระดับต่อเนื่องจนแตะ ฿3.20 ในเดือน ส.ค. 2569 ให้ผลตอบแทนรอบปี +21.2% — ราคาปัจจุบันขยับขึ้นมาใกล้เคียงมูลค่าเหมาะสมแล้ว
วิธี DCF ให้ค่าสูงสุด (฿4.57) สะท้อนศักยภาพการเติบโตจาก Animal ID ในบราซิล/แอฟริกา และผลิตภัณฑ์ IoT ใหม่ที่คาดว่าจะเปิดตัว ในปี 2569 วิธี Justified P/BV ให้ค่าต่ำสุด (฿1.86) เพราะ ROE ล่าสุดลดลงเหลือ 9.6% (กดดันจาก Semiconductor downcycle ต่อเนื่อง) วิธี P/E ที่ ฿3.20 เป็น anchor หลัก — FV เฉลี่ยที่ ฿3.21 ใกล้เคียงราคาตลาดปัจจุบันมาก สะท้อนว่าราคาไล่ตามมูลค่าเหมาะสมมาเกือบเต็มแล้ว
ราคา ฿3.20 ไล่ตามขึ้นมาจนใกล้เคียง Fair Value ฿3.21 มาก (MOS เหลือเพียง +0.3%) — อยู่ในโซน "เต็มมูลค่า/แฟร์" ไม่มี margin of safety เหลือสำหรับผู้ที่ต้องการ MOS ≥20% แล้ว รอราคาย่อกลับมาโซน ฿2.57–2.80 ก่อนเพิ่มน้ำหนัก เป้า Analyst ล่าสุดที่มี (IAA) ฿2.94 ต่ำกว่าราคาตลาดปัจจุบันแล้ว — Yahoo/StockAnalysis ไม่มีเป้าใหม่ (ไม่มีนักวิเคราะห์ cover เพิ่มเติม)
Base case อิงการฟื้นตัวของ Animal ID (ภาคบังคับในบราซิล 200 ล้านหัวโค) และ Industrial IoT ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เปิดตัวปี 2569 Bear case สะท้อนความเสี่ยง Semiconductor oversupply ต่อเนื่องและการแข่งขันจากชิปจีนที่เข้มข้น Bull case เกิดได้ถ้า SICT ชนะออร์เดอร์ใหญ่ตลาดใหม่หรือ Wafer Cassette Tracking (Industrial IoT) เติบโตเร็วกว่าคาด ผลตอบแทนปันผลอยู่ในระดับต่ำ (~0.82%) เนื่องจากบริษัทเน้นลงทุน R&D 20% ของรายได้
Silicon Craft Technology คือบริษัท IC Design Fabless รายเดียวในตลาดหลักทรัพย์ไทย ออกแบบและจำหน่ายชิป RFID, NFC, Automotive Immobilizer และ Animal ID ภายใต้แบรนด์ "SIC" รายได้เติบโต 4.3% ในปี 2568 แต่กำไรลดลงต่อเนื่อง 2 ปีจากการแข่งขันและ Semiconductor Oversupply ที่กดดัน Gross Margin จาก 52% เหลือ 43% ราคาปรับขึ้นแรงมาที่ ฿3.20 (+21.2% รอบปี) จนใกล้เคียง Fair Value ฿3.21 มาก (MOS เหลือเพียง +0.3%) ถือว่าเต็มมูลค่าแล้ว ไม่มี margin of safety เหลือสำหรับนักลงทุน VI ที่ต้องการ MOS ≥20% (เป้า ฿2.57) Catalyst หลักคือ Animal ID ตลาดบราซิลและ IoT ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่คาดเปิดตัวปี 2569 ซึ่งถ้าเป็นไปตามแผนจะผลักดัน EPS กลับมาโตได้ในระยะ 2–3 ปี แต่ในระยะสั้นราคาขึ้นมาเร็วกว่าปัจจัยพื้นฐาน จึงควรรอจังหวะย่อก่อนเพิ่มน้ำหนัก