ราคา NRF ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา (ก.ค. 2568–ก.ค. 2569) ปรับตัวลดลงจาก ฿0.30 มาอยู่ที่ ฿0.23 คิดเป็น −23.3% (รอบปี · ที่มา: StockAnalysis) ราคาทำจุดต่ำสุดที่ ฿0.17 ในช่วง ก.พ. 2569 ก่อนฟื้นตัวเล็กน้อยมาอยู่ที่ ฿0.28 ในเดือน ก.พ. 2569 จากนั้นค่อยๆ ลงมา ฿0.23 อีกครั้ง แรงกดดันหลักมาจากรายได้หดตัว (UK Supermarket ลดสต็อก + ค่าเงินบาทแข็ง) และผลขาดทุนจากการดำเนินงานต่อเนื่อง ราคาปัจจุบันยังต่ำกว่า Fair Value ฿0.70 มาก สะท้อนความไม่แน่นอนสูงเกี่ยวกับกรอบเวลาการฟื้นตัว
เนื่องจาก NRF อยู่ในช่วงขาดทุนต่อเนื่อง 3 ปี (FY2566–2568) วิธี P/E และ DDM จึงไม่เหมาะสม การประเมินใช้ P/Sales (1) เป็นมูลค่าธุรกิจที่ยังดำเนินงาน BVPS (2) เป็นฐาน floor สินทรัพย์สุทธิ และ Recovery DCF (3) สำหรับกรณีฟื้นตัว — Fair Value ฿0.70 จึงเป็นค่ากลางสมเหตุสมผล แต่มีความไม่แน่นอนสูงกว่าหุ้นปกติมาก ผู้ลงทุนควรให้ Margin of Safety สูงพิเศษเพื่อรับความเสี่ยงที่บริษัทอาจไม่สามารถฟื้นตัวได้ตามแผน
ราคาปัจจุบัน ฿0.23 ต่ำกว่า Fair Value ฿0.70 ถึง 67% และต่ำกว่า BVPS ฿0.56 ด้วย (P/BV เพียง 0.43x) อย่างไรก็ตาม P/BV ต่ำในกรณีบริษัทขาดทุนไม่ได้หมายถึง "ถูก" เสมอ — หากขาดทุนต่อเนื่องจะกัดเซาะ Equity ทำให้ BVPS ลดลงเรื่อยๆ การฟื้นตัวของรายได้และกำไรเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ต้องเกิดขึ้นก่อนการลงทุน
การคาดการณ์นี้อิงสมมติฐานว่าบริษัทจะทยอยฟื้นตัว ซึ่งมีความไม่แน่นอนสูงมากสำหรับบริษัทที่ขาดทุนมา 3 ปี — Turnaround stock มักมีผลลัพธ์แบบ binary (ฟื้นดีมากหรือล้มละลาย/เพิ่มทุน) ผลตอบแทน Base case ที่ +117% มาพร้อมกับความเสี่ยง Bear case −26% หรือต่ำกว่าหากบริษัทต้องเพิ่มทุน นักลงทุนควรจำกัดสัดส่วน NRF ไม่เกิน 2–3% ของพอร์ต และรอดูสัญญาณกลับกำไรที่ชัดเจนก่อนเพิ่มน้ำหนัก
NRF เป็นผู้บุกเบิก Ethnic & Plant-Based Food OEM จากไทยสู่ตลาดส่งออก มี brand Por Kwan / Thai Delight และสายการผลิต Plant-Based 3,000 ตัน/ปีพร้อมแล้ว แต่ปัจจุบันบริษัทอยู่ในวงจรขาดทุน 3 ปีจาก: (1) การลงทุน Capex หนักในช่วง FY2565–2567 (2) UK Supermarket ลดสต็อกต่อเนื่อง และ (3) ค่าเงินบาทแข็งกดรายได้ สภาพคล่องตึงตัว (Current Ratio 0.26x) และหนี้สูง ฿2,154M ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มทุนมีอยู่ ราคา ฿0.23 ต่ำกว่า BVPS ฿0.56 และ Fair Value ฿0.70 มาก แต่ความถูกนี้สะท้อนความไม่แน่นอนสูง ไม่ใช่ MOS แบบ value ทั่วไป กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือรอสัญญาณกลับกำไรที่ชัดเจน (เช่น Q3–Q4/2569 ตามที่ผู้บริหารแถลง) ก่อนพิจารณาสะสม