หมายเหตุฐานกำไร (สำคัญมากสำหรับหุ้นยา): AstraZeneca รายงานทั้ง GAAP (reported) และ Core (adjusted) ซึ่งต่างกันมาก เพราะ Core ตัดค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตนจากดีล (โดยเฉพาะ Alexion) และค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้างออก รายงานนี้ ใช้ Core EPS เป็นฐานประเมินมูลค่าและ scenario ทั้งหมด (เพื่อให้เทียบกับ peer กลุ่มยาที่ตลาดคิดบน Core/adjusted ได้บนฐานเดียวกัน) ส่วนตัวเลข P/E (TTM) ~24.2x และ EPS (TTM) ~$6.68 ข้างบน เป็นฐาน GAAP ล้วน แสดงไว้เพื่ออ้างอิงเท่านั้น ห้ามนำไปเทียบกับ P/E เป้าหมายในหัวข้อ 3 · งบการเงินของ AstraZeneca รายงานเป็น สกุล USD อยู่แล้ว และ ADR อัตรา 1:1 ต่อหุ้นสามัญ จึงไม่มีการแปลงสกุล/อัตราส่วนใด ๆ ในรายงานนี้ · เงินปันผล: ผู้จ่ายคือ AstraZeneca PLC ซึ่งจดทะเบียนในสหราชอาณาจักร และสหราชอาณาจักร ไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายเงินปันผล (0%) ⇒ yield 2.0% ที่แสดงเป็น gross และเท่ากับ net หลังภาษีต้นทาง (~2.0%) ก่อนภาษีของประเทศผู้ถือหุ้น · ADR ยังมี ค่าธรรมเนียม depositary หักจากปันผลปีละเล็กน้อย (ไม่รวมในโมเดล)
รอบปีที่ผ่านมาราคาขยับจาก ~$153.44 (ก.ย. 2568) ขึ้นทำจุดสูงสุด ~$208.45 ในเดือน ก.พ. 2569 (+35.9% จากจุดเริ่ม) ตามกระแสความคาดหวังผลการทดลองระยะท้ายและการขยายอัตรากำไรจากธุรกิจมะเร็งวิทยา จากนั้น ย่อลงต่อเนื่อง ~22.6% จากจุดสูงสุดมาที่ $161.42 โดยแรงกดดันหลักเป็นระดับอุตสาหกรรมมากกว่าเฉพาะตัว — ความกังวลเรื่อง patent cliff ที่เริ่มมีผลจริง (ยาสามัญ dapagliflozin ของ Farxiga ได้รับอนุมัติในสหรัฐเมื่อ 6 เม.ย. 2569) บวกกับความไม่แน่นอนของนโยบายราคายาและมาตรการภาษีนำเข้าเวชภัณฑ์ในสหรัฐ ที่กด multiple ของกลุ่มยาทั้งกลุ่ม สุทธิทั้งปียังบวก +5.2% แต่โมเมนตัมครึ่งหลังเป็นขาลงชัดเจน
ทำไม 2 วิธีนี้: หุ้นยาขนาดใหญ่ที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอแต่มี "หน้าผาสิทธิบัตร" ชัดเจน ต้องประเมินทั้งมุมสัมพัทธ์ (ตลาดให้ multiple เท่าไรกับกำไร core) และมุมสัมบูรณ์ (กระแสเงินสดจริงจะหายไปแค่ไหนเมื่อสิทธิบัตรหมด) — ใช้แค่ P/E อย่างเดียวจะมองข้าม cliff ทั้งก้อน ใช้แค่ DCF ก็ตัดพลังของท่อยาที่ยังไม่รับรู้ในตัวเลขวันนี้ออกไป · ช่องว่างระหว่างสองวิธีคือประเด็นการลงทุนทั้งหมด: DCF ให้ $142.70 เพราะบังคับให้ FCF หดตัว ช่วงปี 2574–2578 ขณะที่วิธี P/E ให้ $173.70 เพราะสะท้อนเฉพาะกำไร 12 เดือนข้างหน้าซึ่งยังไม่ถูก cliff แตะ · เทียบกับเป้านักวิเคราะห์เฉลี่ย $213.69 (n=10): เป้านั้นเท่ากับ forward P/E ~18.5x บน Core EPS $11.58 — สูงกว่าเป้าหมาย 15.0x ของรายงานนี้ราว 23% ส่วนต่างเกือบทั้งหมดมาจาก สมมติฐานว่าท่อยาใหม่จะชดเชย cliff ได้เกือบเต็ม ซึ่งรายงานนี้เลือกไม่ให้เครดิตล่วงหน้า · ความอ่อนไหวของฐาน EPS: Core EPS คาดการณ์เป็นตัวเลขแหล่งเดียว (Yahoo $11.58) — StockAnalysis อ้าง forward P/E 14.82x ซึ่งย้อนกลับได้ EPS ~$10.89 (นิยาม NTM เทียบ FY อาจไม่ตรงกัน) หากใช้ $10.89 ที่ P/E 15.0x เท่ากัน วิธีที่ 1 จะได้ ~$163 และ FV เฉลี่ยเลื่อนลงเหลือ ~$153
ราคาปัจจุบัน $161.42 เกาะติดมูลค่าเหมาะสม $158.20 แทบพอดี (แพงกว่าเพียง ~2%) และยังอยู่ ต่ำกว่า กรอบบนของ FV ($173.70) แปลว่าตลาดกำลังคิดราคา AZN ใกล้เคียงกับสมมติฐาน "ท่อยาใหม่ชดเชย cliff ได้บางส่วน" ไม่ใช่ทั้งสองสุดขั้ว · โซนที่เริ่มมีส่วนเผื่อความปลอดภัยจริงคือ ต่ำกว่า $126.56 (MOS 20%) ซึ่งใกล้กับผลลัพธ์ DCF ที่ให้เครดิตท่อยาน้อยที่สุด — ราคาระดับนั้นในรอบ 52 สัปดาห์ยังไม่เคยแตะ (จุดต่ำสุด $141.77)
ฐาน EPS ทั้งสามฉากใช้ Core (adjusted) EPS ชุดเดียวกัน คือ ~$11.58 ต่อหุ้น เพื่อให้เทียบกับ P/E ออกในตารางได้ตรงฐาน (ห้ามนำ GAAP EPS $6.68 มาสวมแทน จะได้ราคาเป้าที่ต่ำเกินจริงราว 40%) · ปันผลรวม 3 ปีคิดจากอัตราปัจจุบัน $3.23/หุ้น โดย Bear สมมติคงที่ Base โต ~4%/ปี Bull โต ~6%/ปี ก่อนภาษีของประเทศผู้ถือหุ้น (ภาษีหัก ณ ที่จ่ายฝั่งสหราชอาณาจักร = 0%) · ช่วงผลตอบแทนกว้างมาก (−26% ถึง +78%) เป็นภาพสะท้อนตรง ๆ ว่าคำถามเดียวที่ชี้ขาดหุ้นตัวนี้คือ ท่อยาใหม่ชดเชย patent cliff ได้กี่เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ราคาวันนี้แพงหรือถูก
AstraZeneca เป็นหนึ่งในบริษัทยาที่ผลประกอบการเปลี่ยนไปในทางที่ดีที่สุดของทศวรรษนี้ — รายได้โต 8.6% เป็น $61.4B (TTM) กำไรสุทธิ FY2025 พุ่ง 45.3% เป็น $10.2B และ operating margin ไต่จาก 8.5% ในปี 2022 มาที่ 23.4% พร้อม ROE ~22% และ FCF ~$10.7B/ปี บนงบดุลที่ยังมีที่ว่าง (D/E 0.52) แต่คำถามชี้ขาดไม่ได้อยู่ตรงคุณภาพ มันอยู่ที่ หน้าผาสิทธิบัตรที่เริ่มมีผลจริงแล้ว — ยาสามัญของ Farxiga ได้รับอนุมัติในสหรัฐเมื่อ เม.ย. 2569 และ Imfinzi เป็นก้อนถัดไปในช่วงราว 2570–2572 ขณะที่เกราะใหญ่อย่าง Tagrisso และ Calquence คุ้มครองถึงกลางปี 2032 เท่านั้น สองวิธีประเมินมูลค่าจึงให้คำตอบคนละทิศโดยตั้งใจ: forward P/E ที่ 15.0x บน Core EPS $11.58 ให้ $173.70 (มองแค่กำไร 12 เดือนหน้าที่ cliff ยังไม่แตะ) ส่วน DCF ที่บังคับให้ FCF หดตัว 1%/ปี ในช่วงปี 2574–2578 ให้ $142.70 เฉลี่ยได้ Fair Value $158.20 เทียบราคา $161.42 คือ แพงกว่ามูลค่าเหมาะสมราว 2% — ไม่ใช่หุ้นแพง แต่ก็ไม่มีส่วนลดให้ผิดพลาด